ข้อดีของการหางานสายอาชีพ

สายอาชีพ อีกหนึ่งทางเลือกของการศึกษาและการทำงาน

สำหรับระบบการศึกษาในประเทศไทยนั้น สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ซึ่งได้แก่ สายสามัญ และสายอาชีพ โดยสายสามัญ ก็คือ การเรียนใช้ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เพื่อเข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา ส่วนสายอาชีพ คือ การเรียนในระดับ ปวช. (ประกาศนียบัตรวิชาชีพ) และ ปวส. (ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง)

สำหรับการเรียนในสายอาชีพ คือ การศึกษาเฉพาะทาง โดยเน้นให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปประกอบอาชีพ หรือสมัครงานตามสาขานั้น ๆ โดยเฉพาะได้ โดยแบ่งการเรียนออกเป็นระดับ ปวช. โดยเป็นระดับการฝึกวิชาชีพระดับพื้นฐานในงานสายอาชีพนั้น ๆ ส่วนระดับ ปวส. เป็นระดับคที่เน้นความรู้เฉพาะมากขึ้น ให้มีความรู้ความชำนาญพิเศษมากยิ่งขึ้น โดยการเรียนสายอาชีพ เรียนระยะสั้นจบมาก็สามารถที่จะสมัครงานหรือหางานสายอาชีพได้เช่น ถ้าคุณต้องการหางานบัญชี หรืองานโรงงานคุณก็สามารถทำได้

นอกจากนี้ การศึกษาระดับสายอาชีพก็สามารถศึกษาต่อได้ถึงระดับสูงสุดเท่ากับการศึกษาในสายสามัญ คือ สามารถศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก ซึ่งสำหรับในระดับปริญญาตรี ผู้ที่เรียนสายอาชีพ จะต้องเรียน ปวช. 3 ปี, ปวส. 2 ปี และสามารถเรียนต่อปริญญาตรี โดยใช้เวลาเรียนอีก 2 ปี

สำหรับหลักสูตรสายอาชีพที่มีการเปิดสอน ได้แก่

  • ประเภทวิชาเกษตรกรรม
  • ประเภทวิชาคหกรรม
  • ประเภทวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
  • ประเภทวิชาประมง
  • ประเภทวิชาพาณิชยกรรม/บริหารธุรกิจ /การบัญชี
  • ประเภทวิชาศิลปกรรม
  • ประเภทวิชาอุตสาหกรรม
  • ประเภทวิชาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว
  • และประเภทวิชาอุตสาหกรรมสิ่งทอ

การเรียนในสายอาชีพ เหมาะสำหรับบุคคลที่ชอบการฝึกปฏิบัติ ชอบทำงานจริง เนื่องจากการเรียนสายอาชีพนั้นเป็นการเรียนเพื่อเจาะลึก และใช้วิชาความรู้ที่เรียนมา ไปใช้ในการประกอบอาชีพ ซึ่งในการการเรียนสายอาชีพนั้น มี

ข้อดี คือ เวลาเรียนจะได้ลงมือปฏิบัติจริง ทำให้มีประสบการณ์ในการทำงานเกี่ยวข้องกับสายอาชีพนั้น ๆ โดยตรง และถือเป็นการพัฒนาทักษะในด้านนั้นอย่างย้ำ ๆ อีกด้วย ทำให้ผู้ที่เรียนสายอาชีพ มีความพร้อมในการปฏิบัติงานมากกว่าผู้ที่เรียนสายสามัญที่เรียนจบแต่ก็ยังไม่มีประสบการณ์ในด้านที่ตนเรียนมาโดยตรง ประกอบกับในตลาดแรงงาน ส่วนมากก็ต้องการคนที่มีฝีมือเข้าทำงาน เนื่องจากจะไม่ต้องเสียเวลาในการสอนงาน เพราะผู้ที่เรียนสายอาชีพ ระดับ ปวช. และ ปวส. เป็นการช่วยประหยัดเวลาของบริษัทได้อีกด้วย

นอกจากนี้ ผู้ที่เรียนสายอาชีพ วุฒฺ ปวช. และ ปวส. ก็สามารถสอบเข้ารับราชการได้ อีกทั้งงานราชการบางตำแหน่งก็รับบรรจุในตำแหน่ง ปวช. ด้วย เนื่องจากต้องการผู้ที่มีความรู้ความสามารถในสายอาชีพนั้น ๆ โดยตรงนั่นเอง
เห็นแบบนี้แล้ว การเลือกเรียนไม่ว่าจะทั้งสายอาชีพ หรือสายสามัญ ก็ควรเลือกให้เหมาะสมกับความต้องการ หรือความถนัดของเรา เพื่อที่จะนำไปสู่การต่อยอดในอนาคต ให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดต่อตนเองด้วยน่ะค่ะ

รักษาโรคด้วยสมุนไพร

รับหามาไว้ติดครัว…สารพันประโยชน์สมุนไพรไทย

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีทรัพยากรอาหารอุดมสมบูรณ์ เรียกได้ว่า เป็นอู่ข่าวอู่น้ำ อีกทั้งการทำอาหารไทยก็มักจะเป็นลักษณะที่ใช้วัตถุดิบที่หลากหลาย ทำให้อาหารไทยนั้นมีลักษณะโดดเด่นทั้งในด้านรสชาติและวัตถุดิบ นอกจากนี้วัตถุดิบหลาย ๆ ชนิด ที่หลาย ๆ คนเคยพบเห็น หรือรับประทานอยู่บ่อยครั้ง มีสรรพคุณด้านสมุนไพรอยู่ด้วย ยกตัวอย่างเช่น

  • กระเพรา – สามารถใช้แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยขับลม ขับเสมหะ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มน้ำนมในสตรมีครรภ์ได้อีกด้วย
  • กระชาย – สรรพคุณช่วยแก้บิด แก้ปวดท้อง แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องร่วง แก้ไอ และช่วยบำรุงหัวใจ
  • กระเทียม – สามารถช่วยแก้ปัญหาไขมันอุดตันในเส้นเลือด ช่วยลดความดันโลหิตสูง อีกทั้งยังมีสรรพคุณใช้ขับลม ขับเสมหะ แก้จุกเสียด และขับพยาธิเส้นด้ายได้ด้วย
  • ขิง – มีสรรพคุณช่วยขับลม ขับเสมหะ แก้จุกเสียด แน่นท้อง แก้คลื่นไส้อาเจียน ช่วยขับเหงื่อ อีกทั้งยังสามารถช่วยขยายหลอดเลือดใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวพรรณสดใสเปล่งปลั่ง
  • ข่า – ช่วยขับลมพิษ แก้บิด แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยย่อยอาหาร และสามารถแก้อาการปวดฟกช้ำ
  • ตระไคร้ – สรรพคุณช่วยขับลม แก้ท้องอืด จุกเสียด ลดความดันโลหิตสูง และสามารถช่วยขับปัสสาวะ แก้นิ่วด้วย
  • ผักชี – สามารถช่วยขับลม แก้ไข้ แก้ไอ และช่วยบำรุงธาตุ
  • พริก – ใช้แก้บิด กระตุ้นการทำงานของกระเพาะอาหาร ช่วยให้เจริญอาหาร อีกทั้งรสเผ็ดของพริกยังช่วยทำให้เลือดมาเลี้ยงบริเวณสัมผัสมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยลดอาการอักเสบ ละลายลิ่มเลือด และป้องกันมะเร็งในลำไส้
  • ใบมะกรูด – สรรพคุณช่วยขับลมในลำไส้ และแก้จุกเสียด
  • มะนาว – ช่วยแก้ไอ แก้เจ็บคอ ขับเสมหะ แก้ลมวิงเวียน แก้ท้องผูก อีกทั้งยังช่วยแก้เหงือกบวม และโรคเลือดออกตามไรฟันด้วย
  • มะขาม – .ใช้เป็นยาระบาย แก้ท้องผูก ช่วยแก้อาการไอและหวัดคัดจมูกอีกด้วย

ซึ่งวัตถุดิบที่มีสรรพคุณทางสมุนไพรที่ได้กล่าวมาข้างต้น เป็นเพียงตัวช่วยหนึ่ง ๆ ในการลดอาการที่กล่าวมา ซึ่งการกินครั้งละมาก ๆ ไม่สามารถช่วยลดอาการให้หายเป็นปลิดทิ้งได้ ซึ่งต้องบอกก่อนว่าอะไรที่น้อยเกินก็ไม่ดี หรืออะไรที่มากเกินก็เช่นกัน ดังนั้นควรจะกินในปริมาณที่พอดี หรือการนำไปปรุงเป็นวัตถุดิบ เพื่อเพิ่มรสชาติให้อาหาร และให้สะดวกต่อการกินก็ได้

วัตถุดิบอาหารไทย แต่ละอย่างก็มีรสชาติที่แตกต่างกันไป เช่น กระเพรา, กระชาย, ขิง, ข่า ให้รสชาติเผ็ดเล็กน้อย ส่วนตระไคร้ก็ให้กลิ่นหอม ช่วยดับกลิ่นความจากเนื้อสัตว์ได้ ส่วนมะนาว, มะขามก็ให้รสเปรี้ยว กล่าวคือนอกจากวัตถุดิบเหล่านี้จะเป็นตัวช่วยชูรสชาติอาหารไทยให้มีเอกลักษณ์แล้ว ยังเป็นวัตถุดิบที่มีประโยชน์ โดยมีสรรรพคุณด้านสมุนไพรอีกด้วย เรียกได้ว่า ทั้งอร่อย ทั้งมีประโยชน์จริง ๆ

โรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้า!! ไม่ใช่แค่ซึมและเศร้า..

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ หลาย ๆ คนคงจะเคยได้ยิน ได้เห็นผ่านหู ผ่านตา มาแล้วบ้างเกี่ยวกับ “โรคซึมเศร้า” ซึ่งมีผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้า และฆ่าตัวตาย เช่น ดารานักร้อง ญาติของนักแสดง ที่เป็นข่าวที่เราได้พบเห็นกันมาเมื่อไม่นานนี้ หลาย ๆ คน เคยได้ยิน เกี่ยวกับโรคนี้ แต่หลาย ๆ คนก็ยังคงไม่รู้จักรายละเอียดของโรคนี้ วันนี้เราจะมาพาไปทำความเข้าใจกับโรคนี้กันค่ะ

โรคซึมเศร้า (Major Depressive Disorder: MDD)

เป็นโรคทางจิตเวชประเภทหนึ่ง ซึ่งผู้ที่เป็นโรคดังกล่าว จะมีอาการ คือ มีความรู้สึกเศร้า ท้อแท้ เบื่อหน่าย โดยจะมีอารมณ์ซึมเศร้าอย่างต่อเนื่อง ไม่มีความสนใจในเรื่องสนุก ความสุข หรืออารมณ์ตื่นเต้น ซึ่งภาวะผิดปกติทางอารมณ์นี้ อาจส่งผลกระทบ และผลเสียต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การเรียน และการทำงาน

ถึงแม้โรคซึมเศร้าจะถือเป็นอาการทางจิตเวชประเภทหนึ่ง แต่ไม่ได้หมายความว่า ผู้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า คือ คนบ้า หรือสติไม่สมประกอบ แต่เป็นการป่วยที่เกิดจากความผิดปกติของสารเคมีในสมองที่มีชื่อว่า “เซโรโทนิน (Serotonin)”

ซึ่งเป็นสารเคมีสำคัญในสมองที่ช่วยทำให้อารมณ์ดีขึ้น แต่ในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มีความผิดปกติ ทำให้ร่างกายผลิตสารเคมีตัวนี้ได้ในปริมาณที่น้อยลง ก็จะส่งผลให้ผู้ป่วยมีความผิดปกติทางอารมณ์ ซึ่งส่งผลกระกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันได้นั่นเอง ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคดังกล่าวมีด้วยกันหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นกรรมพันธุ์, สภาพแวดล้อม, ความเครียดสะสม, ความไม่สมดุลของสารเคมีในร่างกาย ฯลฯ

สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า จะต้องเข้าพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยอาการ เพื่อที่แพทย์จะได้จ่ายยาให้เหมาะสมของอการแต่ละคนเท่านั้น ซึ่งโรคซึมเศร้า เป็นโรคที่มีอาการที่ทางการแพทย์สามารถรักษาให้หายได้ หากหมั่นไปพบแพทย์ตามเวลาที่นัด และกินยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด

แต่อย่างไรก็ตาม ตามที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ คือ หลาย ๆ คนในสังคมยังไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของโรคซึมเศร้ามากนัก มักคิดแค่เพียงว่า เป็นแค่ความคิด เป็นที่ตัวของคนนั้น ๆ ที่ไม่รู้จักยอมรับกับปัญหา และแนะนำให้เข้าวัดเข้าวาฟังธรรมะ ให้จิตใจสงบ หรือการบอกให้รู้จักอดทน ซึ่งตรงนี้ต้องขอให้ทุกท่านทำความเข้าใจใหม่ว่า “โรคซึมเศร้า” มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัยก็จริง แต่ทว่าหลาย ๆ ปัจจัยนั้น ส่งผลต่อการทำงานของสารเคมีในสมอง ซึ่งเมื่อเกิดความผิดปกติของสารเคมีในสมองก็ทำให้เกิดเป็นโรคซึมเศร้า ดังนั้น หากคนใกล้ตัวหรือคนรู้จักท่านป่วยเป็นโรคนี้

ควรจะต้องแนะนำ และพาไปพบแพทย์ เพื่อทำการรักษาเท่านั้น และไม่ควรที่จะตัดสินว่า คนที่ป่วยเป็นโรคนี้ไม่รู้จักอดทน ทำตัวอ่อนแอ ย้ำอีกครั้ง!! ว่าโรคซึมเศร้าเกิดจากความผิดปกติของสารเคมีในสมอง เหมือนโรคอื่น ๆ ที่เราเป็นและต้องการยารักษานั่นเอง

copyright

รู้ไว้ ลิขสิทธิ์ (copyright) ใครว่าไม่สำคัญ?

ในยุคปัจจุบันนี้ คงไม่มีใครที่จะอ้างได้ว่า ไม่รู้ว่าของชิ้นนั้นมีลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นเพลง ภาพยนตร์ หนังสือ โลโก้ ฯลฯ กล่าวได้ว่าในประเทศไทยทุกวันนี้ หลาย ๆ คน และหลาย ๆ หน่วยงานหันมาให้ความสำคัญกับการละเมิดลิขสิทธิ์มากขึ้น โดยเฉพาะการละเมิดลิขสิทธิ์ต่าง ๆ บนโลกออนไลน์

ก่อนอื่น ขออธิบายให้ทุก ๆ ท่าน เข้าใจก่อนว่าลิขสิทธิ์ หมายถึงอะไร? คำว่า “ลิขสิทธิ์ หรือ Copyright” หมายถึง สิทธิทางกฎหมาย ซึ่งถือเป็นทรัพย์สินทางปัญญารูปแบบหนึ่ง อันเกิดจากการสร้างสรรค์ผลงานทางความคิด ไม่ว่าจะเป็น งานเขียน งานดนตรี งานภาพยนตร์ ภาพถ่าย ภาพวาด การออกแบบต่าง ๆ

ซึ่งเมื่อมีการสร้างสรรค์ผลงานเกิดขึ้น ผลงานนั้น ๆถือเป็นลิขสิทธิ์ของผู้สร้างสรรค์ โดยผู้อื่นจะไม่สามารถ ทำซ้ำ ลอกเลียน ดัดแปลง การจำหน่าย หรือการกระทำใด ๆ เพื่อสร้างประโยชน์แก่ตนมิได้ ซึ่งในผลงานที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว ผู้สร้างสรรค์ผลงานไม่จำเป็นต้องไปจดลิขสิทธิ์ เพราะถือว่าลิขสิทธิ์เกิดขึ้นทันทีที่ผลงานนั้น ๆ เสร็จสิ้น

สำหรับผู้ที่ต้องการใช้ประโยชน์จากผลงานนั้น ๆ อาจไปขออนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ หรือมีการตกลงซื้อ-ขาย ว่า สามารถดัดแปลง หรือทำซ้ำ หรือเพื่อหาประโยชน์ได้หรือไม่ ซึ่งหากมีการตกลงกับเจ้าของลิขสิทธิ์ก็จะไม่ถือเป็นการละเมิด และไม่ผิดกฎหมาย ยกตัวอย่างเช่น ร้านกาแฟต้องการเปิดเพลงจาก GMM Grammy หรือ RS ร้านกาแฟนั้น ก็ต้องจ่ายเงินเป็นค่าเช่าลิขสิทธิ์เพื่อเปิดเพลงในร้านเพื่อเรียกลูกค้า หรือตัวอย่างเช่น การซื้อแผ่น Windows แท้มาเพื่อใช้ลงกับคอมพิวเตอร์ในบ้าน เป็นต้น

ส่วนปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ที่เรามักจะเห็นกันอยู่บ่อยครั้ง คือ เว็บดูหนังหรือภาพยนตร์ฟรี ทั้งที่เป็นเว็บไซต์ หรือตามเพจใน Facebook ซึ่งเว็บเหล่านี้มีทั้งหนังซูม และหนัง Master ซึ่งหนังซูมเป็นความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ที่ชัดเจน เนื่องจากว่าในภาพยนตร์ห้ามไม่ให้มีการบันทึกวีดีโอ ส่วนหนัง Master ก็มาจากแผ่นภาพยนตร์ที่มีวางจำหน่าย แต่ก็มีข้อห้ามชัดเจน ว่าห้ามคัดลอก หรือทำซ้ำ

ซึ่งการนำมาลงในอินเตอร์เน็ตถือเป็นการทำซ้ำ หรือหนังแผ่นที่มีการไรท์แผ่นขาย แผ่นละ 50 – 100 บาท ถือเป็นการคัดลอก อีกทั้งยังเป็นการกระทำเพื่อผลประโยชน์ในการค้าขาย ซึ่งถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ และการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำให้ผู้สร้างสรรค์สูญเสียรายได้ที่ควรจะได้จากการดูภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์ หรือจากการขายแผ่นภาพยนตร์นั่นเอง

แต่ในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าคนไทยหลาย ๆ คนให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์ผลงาน และลิขสิทธิ์มากยิ่งขึ้น อย่างเช่น ที่มีการแจ้งเพจหนังฟรีบนเฟสบุ๊คไปยังเพจของกรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งถือเป็นการทำหน้าที่ของพลเมืองที่ดี และไม่เบียดเบียนสิทธิของผู้อื่น หรือเจ้าของลิขสิทธิ์อีกด้วยค่ะ

ลางาน ลาป่วย

ลาป่วยยังคงได้เงินค่าจ้าง

เดือนกันยายนเป็นช่วงที่ประเทศไทยเข้าสู่หน้าฝนอย่างสมบูรณ์ หลายๆจังหวัดในประเทศไทยฝนตกหนักซะเหมือนอัดอั้นไม่ได้ตกมาหลายปี ทั้งที่เพิ่งตกไปเมื่อวาน หน้าฝนสร้างความดีใจให้กับชาวไร่ชาวส่วนเป็นอย่างมาก แต่ในทางกลับกันก็สร้างความลำบากให้กับคนบางกลุ่มอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะคนในวัยทำงานที่จะต้องเดินทางไปทำงานให้ทันเวลา มิหนำซ้ำบางคนยังต้องเปียกปอนฝนเพื่อจะเข้าออฟฟิศให้ทันเวลางาน เสื้อผ้าเปียกปอนไม่พอยังต้องมาเจออากาศหนาวๆในออฟฟิศอีก

แถมยังต้องทนทำงานทั้งเปียกปอนไปอีก 8 ชั่วโมง ทำให้วันต่อมานอนจับไข้ซมซานอยู่บนเตียงที่คุ้นเคย จำต้องลาป่วยกับหัวหน้างาน เพราะไร้ความสามารถที่จะไปทำงานได้ตามปกติ ถึงแม้ลูกจ้างจะลางานแต่ลูกจ้างก็คงยังได้รับค่าจ้างเท่ากับอัตราค่าจ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลาที่ลางาน มาดูกันว่าการลางานของลูกจ้างนั้นมีเงื่อนไขใด้บ้างตามที่กฏหมายบัญญัติไว้

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 32 ให้ลูกจ้างมีสิทธิในการลาป่วยได้เท่าที่ป่วยจริง การลาป่วยตั้งแต่สามวันขึ้นไป นายจ้างมีสิทธิ์ในการเรียกร้องลูกจ้างแสดงหลักฐานทางการแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งของสถานพยาบาลของทางราชการ ในกรณีที่ลูกจ้างไม่อาจแสดงหลักฐานทางการแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งหรือของสถานพยาบาลของทางราชการได้

ลูกจ้างต้องชี้แจงให้นายจ้างทราบถึงเหตุผลอันควร และนายจ้างไม่สามารถหักค่าจ้างได้ในกรณีที่ลูกจ้างไม่อาจแสดงหลักฐานทางการแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งหรือของสถานพยาบาลของทางราชการได้
มาตรา 57 (1) ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างในวันลาป่วยตามมาตรา 32 เท่ากับอัตราค่าจ้างในวันทำงาน ซึ่งการจ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้างในวันลานั้นต้องไม่เกินสามสิบวันทำงานต่อปี

อย่างไรก็ตามหากลูกจ้างลาป่วยโดยเท็จ และนายจ้างพิสูจน์ได้ว่าลูกจ้างลาป่วยโดยเท็จเพื่อกินเงินค่าจ้างโดยเปล่า นายจ้างสามารถเลิกจ้างลูกจ้างได้ทันที ดังนั้นหากผู้อ่านเป็นลูกจ้างบริษัทใดๆก็ตาม จงจำเอาไว้มีกฏหมายข้อนี้ให้ความคุ้มครองแรงงานอย่างท่านในกรณีที่ท่านป่วยจริง ไม่ว่าท่านจะป่วย 1 วันหรือ 3 วันขึ้นไป วิธีการที่ปลอดภัยที่สุดในการปกป้องตัวเองไม่ให้โดนครหาว่าลาป่วยการเมือง ท่านควรขอใบรับรองแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งหรือของสถานพยาบาลของทางราชการทุกครั้ง เพื่อเป็นการพูดความจริงแทนและเป็นการแสดงหลักฐานที่ดีที่สุดสำหรับกรณีนี้
การลางานตามกฎหมายรัดกุมขนาดนี้คงจะหมดปัญหานายจ้างเอารัดเอาเปรียบลูกจ้างโดยการฉวยโอกาสไม่จ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้างในกรณีที่ลูกจ้างลาป่วย ส่วนลูกจ้างเองก็คงไม่กล้าหัวหมอลาป่วยการเมืองเพื่อกินเงินค่าจ้างของนายจ้างเป็นแน่